Comentarios del lector/a

ทีมข่าวแมนซิตี้รายงานว่า sbothai ที่พวกเขานิยมเข้าไปลุ้นพนันบอลเป็นประจำที่เว็บthsbo333.comและข่าวที่ว่า

por Nola Edouard (2018-11-25)


จะมีใครสักกี่คนที่จะเข้าใจว่า ภายใต้รอยยิ้มและสุ้มเสียงที่ทำให้ผู้คนมีความสุขนั้น ต้องเก็บกักและกล้ำกลืนเอาอะไรไว้ข้างในบ้าง...
เมื่อความทุกข์เข้ามาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบเท่าที่เราก็ยังเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ฉันต้องสูญเสียเตี่ยไปโดยไม่ทันตั้งตัว
ตลอดเวลาฉันคิดอยู่เสมอว่าเตี่ยคงอยู่กับฉันไปอีกหลายปีอยู่ให้ฉันรักและเอาใจใส่อย่างที่เป็นมา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับและผ่านช่วงเวลานั้นไปให้ได้
มันคงไม่ยากและโหดร้ายกับเรานักถ้าเราไม่ต้องไปทำหน้าที่อื่นใดในช่วงเวลาที่กำลังเศร้าโศกและสูญเสีย แต่... ชีวิตมันก็เป็นของมันแบบนี้... ไม่แน่นอน! คราบน้ำตายังไม่แห้ง
ความโศกเศร้ายังไม่เบาบาง แต่ฉันต้องกัดฟันลืมมันไปชั่วขณะเพียงเพื่อเป็นคนที่รับผิดชอบต่อหน้าที่... เมื่อก่อนฉันเคยถามตัวเองว่าระหว่างหน้าที่กับครอบครัวอะไรมาก่อน
คำตอบก็คือ "ครอบครัว" แต่เมื่อวันแห่งความจริงมาถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณชนกลับมาก่อนครอบครัว ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องทำมันถูกหรือผิด รู้แค่ว่าฉันต้องทำมันให้เสร็จ
โชคดีที่ยังมีพี่น้องและลูกน้องคอยช่วยดูแลแทนไม่เช่นนั้นฉันคงรู้สึกผิดและเคว้งคว้างอย่างที่สุดเมื่อไม่ได้ไปร่วมนั่งฟังพระสวดศพเตี่ยเป็นคืนแรก
ระหว่างทางไปต่างจังหวัดมันเป็นช่วงที่อึนเหมือนคนกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำให้ได้นานที่สุด ฉันแต่งหน้าทำผมไปเรียบร้อยถ้าจะร้องไห้ไปตามความรู้สึกตาคงบวมช้ำพอๆ กับหน้า
ความเศร้าจึงต้องถูกเก็บกดไว้อยู่ข้างใน... ให้ลึกที่สุด! ความเป็นตัวของตัวเองจะถูกลืมไปชั่วขณะ ฉันเป็นอะไรไม่ได้นอกจากนักร้องที่กำลังนำความสุขไปมอบให้กับคนดู
"ความทุกข์มันอยู่กับเราตลอดเวลา" เป็นสิ่งที่ฉันรู้ดีอยู่ แต่หน้าที่ของฉันคือ ทำให้ผู้คนลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ
และฉันก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะเอาความทุกข์ของตัวเองไปเพิ่มเติมไว้ในใจใคร นั่นคือจุดประสงค์หลักและคุณสมบัติของนักร้องตัวจริง... แม้วันเวลาจะผ่านไปกว่า 600 sbothai กว่าวัน
แต่ฉันก็ยังจำความรู้สึกอัดอั้นนั้นได้อย่างชัดเจนทุกครั้งที่หวนนึกถึง... ฉันเดินไปมาตามโต๊ะของลูกค้าแขกเหรื่อในงาน ร้องเพลงสนุกสนาน หัวเราะและถ่ายรูปกับทุกๆ
คนเหมือนว่าเตี่ยยังมีชีวิตนั่งดูทีวีอยู่กับบ้านเมื่อฉันออกไปทำงานข้างนอกไกลๆ ระหว่างนั้นความรู้สึกเศร้าก็แวบเข้ามาในสมองเป็นระยะ...
"ถ้าความเศร้ามันมีรูปร่างมันคงเหมือนสายฟ้าแลบ ถ้ามันมีเสียงมันคงดังสนั่นเหมือนฟ้าผ่า และถ้าความสะเทือนใจมันเคลื่อนไหวได้มันก็คงคล้ายแผ่นดินไหว"
โชคดีที่ความเศร้าไม่มีเสียง แล้วเราก็ยังกล้ำกลืนมันกลับเข้าไปในใจได้อยู่ มันจึงไม่มีใครรู้ ฉันกลับขึ้นบนรถพาตัวเองกลับไปพบกับความจริงที่แกล้งลืมเมื่อครู่นี้
ภาพแต่ละภาพของเตี่ยย้อนกลับมาในความคิดเป็นสีขาว-ดำ เหมือนความรู้สึกของฉันในเวลานั้นน้ำตาไหลออกมาเป็นระยะ… ฉันกลับถึงบ้านตอนตี 2 เปิดรูปเตี่ยที่เพิ่งเสียดูในมือถือ
(ฉันถ่ายเอาไว้ตอนสายๆ ของวันนั้น) เตี่ยเหมือนคนนอนหลับ แต่ความรู้สึกมันบอกความจริงกับฉันว่าเตี่ยจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก...
ไม่ต้องเก็บกดอะไรไว้แล้ว... ปล่อยมันออกมาให้หมดแล้วยอมรับมันให้ได้ อยู่ต่อไปอย่างมีความสุขและรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลาที่เหลืออย่างที่เตี่ยฉันเป็น
เตี่ยเป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าทั้งการงานและความรัก มีความสุขมากกว่าความทุกข์เพราะเลือกที่จะจำความสุขแล้วลืมความทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างว่า... "สุขนิยม"
นี่คือหนทางที่ฉันจะดำเนินตามเตี่ยอย่าง... พอเพียง วันเสาร์ที่ 5 กันยา ช่วงเย็นฉันกำลังดูแลเสื้อผ้าหน้าผมของลูกทีมในเดอะวอยซ์ ซีซั่น 4 ในห้องแต่งตัวที่ชุลมุนวุ่นวาย
(นี่แค่ซ้อมนะ) พี่นัท ช่างผมประจำตัวของก้อง สหรัถ บอกกับพวกเราว่า "พ่อพี่ก้องเสียแล้ว..." ฉันนึกในใจว่า "ตาเธอแล้วนะก้อง"... ภาพของก้อง สหรัถ ในหัวฉันคือผู้ชายอารมณ์ดี ขี้แกล้ง
ช่างแหย่ แต่อบอุ่นและมองโลกในแง่ดี ฉันไม่เคยเห็นเขาร้องไห้หรือทำหน้าเศร้า อาจจะมีวิตกกังวลบ้างตอนที่เขาเป็นโรคนิ่วอะไรสักอย่าง และอีกครั้งตอนที่หมอตรวจพบว่าพ่อเป็นมะเร็ง
แต่ทุกครั้งที่ถามเขาก็จะตอบว่า "โอเคแล้ว... พ่อเขาเป็นคนกำลังใจดี เขาเข้มแข็ง"... ภาพความเศร้าของผู้ชายคนนี้จึงไม่เคยถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของฉัน...
จนกระทั่งฉันก้าวเท้าขึ้นไปบนศาลาที่ตั้งศพสวดพระอภิธรรมในคืนแรก เขายืนอยู่กับแฟนเขาและวงนูโวรอรับแขกอยู่หน้าประตู... "คุณพี่... พี่ก้องยืนรออยู่นั่นไง" สีเกดกระซิบเบาๆ บอกฉัน
ขณะที่ก้องยืนหันหลังให้ ฉันส่งพวงหรีดมาช่วงบ่าย แล้วค่อยมาร่วมงานด้วยตัวเองกับทีมงานเดอะวอยซ์บางส่วน แอบนึกในใจว่า... "กรูจะทำหน้ายังไงดี คนเขาเสียใจอยู่"
ขอสารภาพว่าเป็นคนปลอบใจคนที่เสียพ่อแม่ไปไม่เก่ง ไอ้จะให้พูดว่า "เสียใจด้วยนะ" หรือ "พ่อไปสบายแล้ว" มันก็ดูเป็นมารยาทเกิ๊น! ทั้งๆ ที่ใครๆ เขาก็พูดกัน แต่ฉันว่า "มันไม่พอ"
เลยไม่พูดดีกว่า... พอเขาหันหน้ามาฉันไม่กล้ามองหน้าเขา ได้แต่เดินไปกอดแล้วตบหลังเบาๆ ในฐานะที่เตี่ยเป็นซีเนียร์ตายไปล่วงหน้า 2 ปี เข้าไปนั่งไม่ทันไรพระสวดเสร็จแล้ว เอิ่ม...
แต่งตัวเสร็จนานแล้วแต่ขอดูเดอะวอยซ์ ซีซั่น 4 เทปแรกให้จบครึ่งแรกพอดีกับเคารพธงชาติ 6 โมงเย็นแล้วค่อยมา "ไม่ว่ากันนะคุณ!" ก้องเดินไปคุยกับผู้ใหญ่ที่มาในงาน หน้าเขาโรย
ตาช้ำดูเศร้าที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แต่... ดูยังไงก็หล่ออ่ะค่าคุณตำรวจ ยิ่งเศร้ายิ่งโคตรหล่อ!! ขออภัยที่ไม่สำรวมกาย วาจา ใจ เวลาผู้ชายหล่อๆ มันเศร้านี่นะ มันได้อารมณ์ไปอีกแบบ
ฉันรู้สึกว่า เขาคือ "นายสหรัถ สังคปรีชา" คนธรรมดาไม่ใช่ "โค้ชก้อง" หรือ "ก้อง นูโว" อย่างที่เคยเห็น... ฉันจุดธูปกราบศพพ่อแล้วลากลับ ในวันถัดไปก้องต้องมาถ่ายรอบแบทเทิลติดกัน 2 วัน
จันทร์-อังคาร เขามาถึงสตูฯ เซ็นเตอร์พอยท์ ฉันยื่นรังนก (ที่คุณแป้ตุ๋นไว้) ให้เขา 1 ขวด แล้วตบไหล่เขาเบาๆ "สัญญาว่า... วันนี้จะไม่ชวนคุย หรือพูดจากวนใจเพราะยังเศร้าอยู่"
ฉันบอกกับตัวเองอย่างนั้น พอตอนถ่ายทำนั่งอยู่บนเก้าอี้สีแดงพักช่วงรอคู่ต่อไป ฉันก็ถามเขาว่า "สวดพ่อเธอกี่วัน?" เขาตอบว่า "3 วันแล้วเผา พ่อก็ตายไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรแล้ว
ที่เหลือก็เป็นเรื่องของคนเป็นที่จะจัดการ" เขาพูดจาเหมือนพระที่เข้าใจการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วคุยต่ออีกว่า "เธอรู้มั้ยว่าวันที่พ่อฉันเสีย ฉันต้องไปเล่น 2 งาน
อีกชั่วโมงฉันต้องแสดงแล้ว เก๋ (แฟนเขา) โทรมาบอกว่า หัวใจพ่อหยุดเต้น หมอปั๊มขึ้นมาหนึ่งครั้ง ฉันบอกเก๋ว่า ถ้าหยุดอีกก็ปล่อยพ่อไปนะ ไม่ต้องปั๊มแล้ว... อีกแป๊บเดียว
เก๋โทรมาบอกว่าพ่อเสียแล้ว (น้ำตารื้นขึ้นมา หน้าก็แดงขึ้น เขาหยุดกลืนน้ำลายแล้วกะพริบตาถี่ๆ เหมือนจะให้น้ำตามันย้อนกลับเข้าไปข้างใน)
ฉันบอกว่าไม่ต้องโทรมาแล้วนะจนกว่างานจะเสร็จ แล้วฉันก็ขึ้นแสดง คนในงานเขาก็สนุกกันไป..." เขาบอกอีกว่าพ่อเขาป่วยมาปีกว่าแล้ว เขาทำใจแล้ว (เขาเป็นคนปล่อยวาง)... พอพิธีกร (พี่กบ)
พูดว่า "เริ่ม แบทเทิล" ก้องก็เข้าสู่การทำหน้าที่โค้ช มืออาชีพอย่างเต็มรูปแบบ ฉันไม่เห็นความเศร้าบนใบหน้าหรือดวงตาเขาอีกต่อไป บางช่วงโจอี้ บอย พูดแซวคู่แบทเทิล
ก้องหัวเราะจนตัวเลื่อนมาจะตกเก้าอี้ ฉันแอบค้อนไปแล้วนึกในใจเบาๆ ว่า "เอ่อ... คุณคะ นี่พ่อเพิ่งเสียนะคะคุณ"...
เวลาที่พวกเราทำงานเราจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องต่อให้ต้องเศร้าเสียใจแค่ไหน และท้ายที่สุดเราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ทำงานของเราให้ดีที่สุด
เพราะพวกเราเกิดมาเพื่อให้ความสุขกับผู้คน ส่วนความเศร้านั้นต้องกล้ำกลืนเก็บไว้ในใจอย่างไร้เสียง... ป.ล. ฉันไปร่วมงานศพแค่ครั้งเดียว เพราะพี่ก้อง ปิยะ บอกว่า...
"ไม่ต้องไปหลายครั้ง งานศพพ่อเพื่อน ไม่ใช่พ่อผัว!" .......................................